
บทเทศน์และข้อคิด วันอังคารที่ 1 กันยายน 2026
บทอ่านที่หนึ่งจาก 1 โครินธ์ 2:10ข-16
นักบุญเปาโลกำลังตอบคำถามสำคัญว่า “เราจะรู้พระทัยของพระเจ้าได้อย่างไร?” และคำตอบคือ ไม่ใช่เพราะเราเฉลียวฉลาดกว่าใคร แต่เพราะ พระจิตเจ้าทรงเปิดตาเราให้มองเห็นสิ่งที่ตาเนื้อและปัญญามนุษย์มองไม่เห็น



“โลกสอนให้เราคิดเก่ง แต่พระจิตเจ้าสอนให้เรามองให้เป็น”
1. บริบทของ 1 คร 2:10ข-16
เมืองโครินธ์เป็นเมืองใหญ่ ร่ำรวย มีการค้า วัฒนธรรม และภูมิปัญญากรีก ผู้คนชื่นชม วาทศิลป์ ความฉลาด และความสามารถในการโต้แย้ง
ปัญหาคือทัศนคตินี้เริ่มเข้ามาในพระศาสนจักรด้วย คริสตชนเริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวก เปรียบเทียบผู้นำว่าใครเก่งกว่าใคร เปาโลหรืออปอลโล ใครพูดดีกว่า ใครมีความรู้มากกว่า เปาโลจึงกำลังบอกว่า “ระวัง! เราอาจฉลาดในสายตาโลก แต่กลับไม่เข้าใจพระเจ้าเลยก็ได้” เพราะความจริงของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ “พิชิต” ด้วยสมอง แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรง เปิดเผย โดยพระจิตเจ้า “พระจิตเจ้าทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งความลึกล้ำของพระเจ้า” (1 คร 2:10)
ให้เราไตร่ตรอง คำว่า “ความลึกล้ำของพระเจ้า” เราอาจรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้ามากมาย แต่ไม่ได้หมายความว่า เรารู้จักพระเจ้า เหมือนเราสามารถอ่านชีวประวัติของใครสักคน 500 หน้า รู้วันเกิด โรงเรียน งานอดิเรก แต่ก็ยังไม่รู้จัก “หัวใจ” ของเขาเท่าคนที่อยู่กับเขาทุกวัน เปาโลบอกว่า พระจิตเจ้าทรงรู้พระทัยของพระเจ้า และพระจิตองค์เดียวกันนี้ถูกประทานแก่เรา นี่คือความยิ่งใหญ่ของชีวิตคริสตชน
2. คนสองประเภทที่เปาโลพูดถึง
เปาโลเปรียบเทียบคนสองแบบ “คนที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ” คือคนที่ตัดสินทุกอย่างด้วยมาตรฐานของโลกเท่านั้น อะไรได้กำไร — ดี, อะไรทำให้ฉันดัง — ดี, อะไรทำให้ฉันเหนือคนอื่น — ดี, อะไรทำให้ฉันสบาย — ดี, ดังนั้นไม้กางเขนจึงดูเหมือน ความล้มเหลว, การให้อภัยดูเหมือน ความอ่อนแอ, การรับใช้ดูเหมือน เสียเปรียบ, การซื่อสัตย์ทั้งที่โกงได้ดูเหมือน โง่, การเสียสละดูเหมือน ขาดทุน, แต่แล้วเปาโลพูดถึงอีกคนหนึ่ง คือ “ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระจิตเจ้า” เขามองเหตุการณ์เดียวกัน แต่เห็นคนละอย่าง โลกเห็นไม้กางเขน — เขาเห็นความรัก, โลกเห็นความเสียสละ — เขาเห็นพระพร
โลกเห็นคนยากจน — เขาเห็นพี่น้อง, โลกเห็นศัตรู — เขาเห็นคนที่ยังต้องการความรัก,
โลกเห็นความล้มเหลว — เขาถามว่า “พระเจ้ากำลังสอนอะไรฉัน?” นี่คือ spiritual discernment — การแยกแยะด้วยพระจิตเจ้า
3. ประโยคสุดท้ายคือระเบิดลูกใหญ่ของบทอ่านวันนี้
เปาโลจบว่า “ส่วนเรานั้นมีพระดำริของพระเยซูคริสตเจ้า” We have the mind of Jesus Christ. (1 คร 2:16)
คริสตชนไม่ได้ถูกเรียกเพียงแค่ “เชื่อในพระเยซูเจ้า” แต่ให้ค่อย ๆ “คิดอย่างพระเยซูเจ้า” – “มองอย่างพระเยซูเจ้า” – “ตัดสินใจอย่างพระเยซูเจ้า” ก่อนที่เราจะตัดสินใคร ลองถามว่า “ถ้าพระเยซูเจ้าประทับอยู่ตรงนี้ พระองค์จะมองเขาอย่างไร?” – ก่อนพูดเรื่องใคร ลองถามว่า “ถ้าพระเยซูเจ้านั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ฉันยังจะพูดประโยคนี้ไหม?” – ก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน อำนาจ ตำแหน่ง ความขัดแย้ง ลองถามว่า “พระเยซูเจ้าจะเลือกอย่างไร?” นั่นคือ “mind of Jesus Christ”
4. โลกวันนี้มี “ข้อมูล” มาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามี “ปรีชาญาณ”
นี่เป็นจุดที่บทอ่านวันนี้ร่วมสมัยอย่างยิ่ง มนุษย์วันนี้เข้าถึงข้อมูลมากกว่าคนทุกยุคในประวัติศาสตร์ โทรศัพท์เครื่องเดียวสามารถเข้าถึงความรู้ที่คนสมัยก่อนต้องเดินทางข้ามทวีปเพื่อค้นหา – AI สามารถตอบคำถามได้ – Algorithm สามารถทำนายพฤติกรรมเราได้ – Social media สามารถบอกได้ว่าอะไร “กำลังเป็นกระแส” – แต่มีคำถามหนึ่งที่เทคโนโลยีตอบแทนเราไม่ได้ว่า “สิ่งที่ควรทำต่อพระพักตร์พระเจ้าคืออะไร?”
เราอาจมี information มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามี wisdom มากขึ้น
เรารู้ว่าโลกกำลังพูดอะไรภายในไม่กี่วินาที แต่บางครั้งกลับไม่รู้ว่า พระเจ้ากำลังตรัสอะไรในหัวใจ โลกจึงไม่ได้ขาดเสียง โลกกำลังขาด ความเงียบที่สามารถฟังเสียงพระจิตเจ้า
5. และนี่คือคำถามสำหรับพระศาสนจักร
บทอ่านนี้หนักหน่วงมากถ้านำกลับมาถามพระศาสนจักรเอง เพราะพระศาสนจักรสามารถมี แผนยุทธศาสตร์ที่ดี – การบริหารที่ยอดเยี่ยม – เทคโนโลยีทันสมัย –
งบประมาณมาก – กิจกรรมเต็มปฏิทิน – โครงการประชาสัมพันธ์ดีเยี่ยม – แต่ยังต้องถามคำถามสำคัญที่สุดว่า “พระจิตเจ้าทรงต้องการอะไร?”
การประชุมสัมมนาของพระศาสนจักรจึงไม่ควรเริ่มเพียงว่า “พวกเราคิดอย่างไร?”
แต่ควรลึกกว่านั้นว่า “พระจิตเจ้ากำลังตรัสอะไรกับพระศาสนจักร?”
นี่คือหัวใจของการเดินร่วมกันแบบ Synodal Church ด้วย
ไม่ใช่ว่าใครพูดดังที่สุดชนะ – ไม่ใช่ว่าใครมีตำแหน่งสูงที่สุดถูกเสมอ – ไม่ใช่ว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรจึงต้องเป็นอย่างนั้น แต่ทุกคนร่วมกันฟังว่า “พระจิตเจ้ากำลังพาเราไปทางไหน?”
6. อยากเล่าเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ให้ฟัง
คืนวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1983 คือเมื่อ 43 ปีที่แล้ว โลกอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น ในศูนย์บัญชาการเตือนภัยของสหภาพโซเวียต นายทหารชื่อ Stanislav Petrov กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทันใดนั้น ระบบคอมพิวเตอร์แจ้งเตือนว่า สหรัฐอเมริกายิงขีปนาวุธนิวเคลียร์เข้ามา จากนั้นระบบรายงานเพิ่มว่าไม่ใช่ลูกเดียว แต่มีหลายลูก ให้เราลองจินตนาการดู หน้าจอบอกว่า “ขีปนาวุธกำลังมา” ระบบเตือนภัยบอกว่า “จริง” หน้าที่ของเขาคือรายงานขึ้นไปตามสายบังคับบัญชา ซึ่งในบรรยากาศสงครามเย็นอาจนำไปสู่การตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์ แต่เปโตรฟ (Petrov) รู้สึกว่า “บางอย่างไม่ถูกต้อง” เขาคิดว่า ถ้าสหรัฐฯ จะเริ่มสงครามนิวเคลียร์จริง คงไม่น่าจะยิงมาเพียงไม่กี่ลูก เขาจึงตัดสินใจรายงานว่า “น่าจะเป็นสัญญาณเตือนผิดพลาด” และเขาพูดถูก ภายหลังพบว่าระบบดาวเทียมตีความแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากเมฆผิดว่าเป็นการยิงขีปนาวุธ นี่แหละข้อคิดวันนี้ คอมพิวเตอร์มีข้อมูล แต่ Petrov ต้องใช้วิจารณญาณ เครื่องจักรบอกเขาว่า “ยิงมาแล้ว” แต่เขากล้าหยุดและถามว่า “นั่นสมเหตุสมผลจริงหรือ?” การตัดสินใจไม่กี่นาทีนั้นอาจช่วยป้องกันหายนะที่ใหญ่หลวงมาก
บางครั้งชีวิตฝ่ายจิตก็เป็นเช่นนั้น โลกส่งสัญญาณมาหาเราทุกวันว่า “ต้องตอบโต้!” – “ต้องเอาคืน!” – “ต้องชนะ!” – “ต้องรักษาหน้า!” – “เขาทำกับเราอย่างนี้ เราก็ต้องทำกลับ!” แต่พระจิตเจ้ากระซิบว่า “เดี๋ยวก่อน…นี่คือพระดำริของพระเยซูเจ้าจริงหรือ?” บางครั้ง สิ่งที่ช่วยโลกไว้ ไม่ใช่คนที่ตอบสนองเร็วที่สุด แต่คือคนที่มีปรีชาญาณพอที่จะหยุด ฟัง และแยกแยะ
7. อยากเล่าสู่กันฟังอีกสักเรี่อง
ชายคนหนึ่งภาวนาว่า “พระเจ้าครับ โปรดตรัสกับลูกด้วย ลูกพร้อมฟังแล้ว” เขาจึงเปิดพระคัมภีร์สุ่ม ๆ แล้วเจอข้อความหนึ่งที่ไม่ถูกใจ เขารีบปิด แล้วพูดว่า “พระเจ้าครับ…ลูกคิดว่าเมื่อกี้สัญญาณไม่ค่อยดี ขอเปิดใหม่ครับ” เขาเปิดใหม่…ยิ่งไม่ถูกใจเข้าไปใหญ่เขาจึงปิดอีกครั้งแล้วพูดว่า “สงสัยวันนี้พระจิตเจ้า Wi-Fi ไม่ค่อยดี!”
ข้อคิดคือว่า บางครั้งไม่ใช่สัญญาณจากพระเจ้าไม่ดี แต่เราอยากได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตรงกับใจเรา เราภาวนาว่า “พระเจ้าข้า โปรดบอกลูกว่าควรทำอะไร” แต่ในใจจริง ๆ เราหมายถึง “พระเจ้าข้า โปรดยืนยันสิ่งที่ลูกตัดสินใจไว้แล้ว!” นี่ไม่ใช่ discernmentเพราะการฟังพระจิตเจ้าหมายถึงการยอมให้พระองค์ เปลี่ยนใจเรา ไม่ใช่เรียกพระองค์มายืนยันใจเรา
8. ขอเสนอแนวปฏิบัติ “สามคำถาม” ที่นำไปเป็นแนวทางชีวิตวันนี้
ข้อหนึ่ง — วันนี้เสียงอะไรดังที่สุดในชีวิตฉัน? เสียงโลก เสียงความกลัว เสียงอัตตา หรือเสียงพระจิตเจ้า?
ข้อสอง — มีเรื่องอะไรที่ฉันกำลังตัดสินด้วยอารมณ์มากกว่าพระจิตเจ้า? อาจเป็นคนที่เราไม่ชอบ – ความขัดแย้งในครอบครัว – ปัญหาในชุมชน – การตัดสินใจสำคัญบางอย่าง
ข้อสาม — ถ้าฉันมี “พระดำริของพระเยซูเจ้าจริง ๆ” ฉันต้องเปลี่ยนอะไรสักหนึ่งอย่างไหม? เช่น อาจต้องโทรไปขอโทษใคร – ให้อภัยใคร – หยุดนินทา – ช่วยใคร
หรือเพียงแต่เงียบลงเพื่อฟังมากขึ้น
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารโดย นักบุญลูกา 4:31-37
“ปีศาจรู้ว่าพระเยซูเจ้าคือใคร แต่การรู้จักพระเยซูเจ้านั้น ยังไม่เท่ากับการยอมให้พระองค์เปลี่ยนชีวิต” ประโยคนี้สามารถพาเราเข้าไปถึงหัวใจของพระวรสารได้
พระวรสารเกิดอะไรขึ้น? หลังจากพระเยซูเจ้าถูกปฏิเสธที่นาซาเร็ธ พระองค์เสด็จลงไปยัง คาเปอรนาอุม เมืองสำคัญริมทะเลสาบกาลิลี และทรงสั่งสอนในวันสับบาโต
สิ่งแรกที่ลูกาเล่าคือ “ประชาชนประหลาดใจในคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะพระวาจาของพระองค์ทรงอำนาจ”
คำว่า authority — ἐξουσία (exousia) สำคัญมาก เพราะว่าธรรมาจารย์อื่นๆ มักอ้างอิงอาจารย์หรือธรรมประเพณี แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “รับบีคนนั้นเคยกล่าวว่า…” พระองค์ตรัสด้วยอำนาจที่มาจากพระองค์เอง เพราะพระองค์ไม่ได้เพียง อธิบายพระวาจาของพระเจ้า พระองค์เองแหละคือพระวจนาตถ์ของพระเจ้า
แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น ในธรรมศาลา มีชายคนหนึ่งถูกปีศาจสิงร้องขึ้นว่า
“พระเยซูชาวนาซาเร็ธ พระองค์มายุ่งกับเราทำไม?… ฉันรู้ว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์คือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” น่าสังเกต…คือว่า ผู้คนในธรรมศาลายังไม่รู้ว่าพระเยซูคือใคร แต่ปีศาจรู้!
สิ่งที่เราต้องคิดคือ รู้เรื่องพระเยซูเจ้า ไม่เท่ากับการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า
ปีศาจมีความรู้ทางคริสตศาสตร์ (Christology) ถูกต้องเสียด้วย! มันเรียกพระองค์ว่า “องค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” ปัญหาของปีศาจจึงไม่ใช่ ไม่รู้ว่าพระเยซูคือใคร ปัญหาคือ มันรู้ แต่ไม่ยอมมอบชีวิตแด่พระองค์ และนี่อาจเป็นอันตรายสำหรับเราคริสตชนเช่นกัน เราอาจท่องบทข้าพเจ้าเชื่อได้ – รู้พระบัญญัติ – รู้พิธีกรรม – รู้พระคัมภีร์ –
รู้ว่าเมื่อไรยืน นั่ง คุกเข่า มาวัดทุกอาทิตย์ แต่คำถามคือ พระเยซูเจ้าทรงเป็นเพียงผู้ที่เรารู้จัก หรือทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราเชื่อฟัง?
สิ่งที่น่าตกใจที่สุด: ปีศาจอยู่ “ในศาลาธรรม”
ลูกาไม่ได้บอกว่าพระเยซูเจ้าพบชายคนนี้ในบ่อนการพนัน ในสถานที่เสื่อมเสีย หรือกลางถนน แต่พบเขา ในศาลาธรรม! ซึ่งหมายความว่า ความมืด ความชั่วร้าย สามารถแฝงตัวแอบอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้
การอยู่ในวัด ไม่ได้รับประกันว่าหัวใจอยู่กับพระเจ้า
เราอาจอยู่ใกล้พระแท่น แต่หัวใจไกลพระเจ้า – ถือสายประคำ แต่ไม่ยอมให้อภัย –
รับศีลมหาสนิท แต่กลับไปทำร้ายกันด้วยคำพูด – ร้องเพลง “ขอพระเจ้าประทานสันติสุข” แต่ไม่ยอมคุยกับคนที่นั่งอีกฝั่งหนึ่งของวัด! ปัญหาจึงไม่ใช่เพียง “ฉันไปวัดหรือไม่?” แต่คือ “เมื่อฉันออกจากวัด พระเยซูเจ้าออกไปกับฉันหรือไม่?”
“เงียบเสีย และออกไปจากเขา!”
พระเยซูเจ้าตรัสกับปีศาจว่า “จงเงียบ และออกไปจากเขา!” พระองค์ไม่ได้เปิดเวทีอภิปรายกับความชั่ว – ไม่ต่อรอง – ไม่ถามเหตุผล – ไม่เจรจา – เพียงตรัสว่า
“เงียบเสีย!” นี่เป็นข้อคิดสำคัญสำหรับชีวิตฝ่ายจิต บางครั้งเราพ่ายแพ้ต่อการประจญ เพราะเรา คุยกับมันนานเกินไป “ดูอีกนิดคงไม่เป็นไร…” – “โกหกเรื่องเล็ก ๆ เอง…”
“นินทาแค่เรื่องจริง…” – “โกรธเขาก็สมควรแล้ว…” – “เอาคืนครั้งเดียว…” – “ทุกคนก็ทำกัน…” ความชั่วเก่งมากในการเปลี่ยนเครื่องหมายคำถามให้กลายเป็นข้ออ้าง
พระเยซูเจ้าสอนวิธีง่ายกว่า บางสิ่งไม่ต้องเจรจา ต้องตัดทิ้งแบบรวดเร็ว เฉียบคม
โลกปัจจุบัน: เสียงดังมาก แต่เสียงไหนมี “อำนาจ”?
ทุกวันนี้เราอยู่ท่ามกลางเสียงมหาศาล เช่น โทรศัพท์ดัง – ข่าวดัง – Social media ดัง – ความคิดเห็นดัง – Influencer ดัง – ความโกรธดัง – ความกลัวดัง – ทุกคนอยากให้เราฟัง – แต่พระวรสารวันนี้ถามว่า เสียงใดมีอำนาจเหนือหัวใจเรา? สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงโทรศัพท์รู้ว่าเราชอบอะไร แต่บางครั้ง “algorithm” รู้ว่าเราชอบอะไรดีกว่าตัวเราเอง มันรู้ว่าเราจะหยุดดูอะไร โกรธเรื่องอะไร ซื้ออะไร คลิกอะไร
ถ้าเราไม่ระวัง เราอาจตื่นขึ้นมาดูโทรศัพท์ก่อนฟังพระเจ้า และก่อนนอนก็ให้โทรศัพท์เป็นเสียงสุดท้ายของวัน จึงน่าถามตัวเองว่า ใครกำลังเป็นผู้กำหนดความคิดของฉัน?
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร: อำนาจของพระเยซูเจ้าไม่ใช่อำนาจกดคน แต่ปลดปล่อยผู้คน
พระวรสารใช้คำว่า “อำนาจ” แต่ดูสิว่าพระเยซูเจ้าใช้อำนาจทำอะไร พระองค์ไม่ได้ใช้อำนาจเพื่อทำให้มนุษย์กลัว แต่ใช้อำนาจเพื่อทำให้มนุษย์เป็นอิสระ
นี่ควรเป็นแบบอย่างของอำนาจในพระศาสนจักร ทั้งเรื่องของการมีตำแหน่ง – สมณศักดิ์ – ความรู้ – กฎระเบียบ – ทรัพย์สิน – โครงสร้างการบริหาร –ทั้งหมดมีคุณค่าเมื่อใช้เพื่อคำถามเดียวว่า“สิ่งนี้ช่วยให้มนุษย์เข้าใกล้พระเยซูเจ้ามากขึ้นหรือไม่?”
อำนาจแบบพระเยซูเจ้าไม่ถามว่า “ฉันจะควบคุมคนเหล่านี้อย่างไร?” แต่ถามว่า
“ฉันจะช่วยให้คนเหล่านี้เป็นอิสระได้อย่างไร?” นี่คือ “exousia” ของพระเยซูเจ้า
อยากเล่าเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ให้ฟัง
ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 คาร์ดินัล József Mindszenty แห่งฮังการีต้องเผชิญทั้งลัทธินาซีและต่อมาระบอบคอมมิวนิสต์ เขาถูกจับกุม คุมขัง และกดดันอย่างหนัก เพราะไม่ยอมให้รัฐเข้าครอบงำมโนธรรมและชีวิตของพระศาสนจักร สิ่งน่าคิดคือ ชายคนนี้ไม่มีกองทัพ ไม่มีรถถัง ไม่มีขีปนาวุธ แต่รัฐบาลที่มีกองทัพกลับหวาดระแวงเสียงของเขาทำไม? เพราะอำนาจมีสองชนิด อำนาจชนิดหนึ่งมาจากความสามารถที่จะทำให้คน กลัวแต่อำนาจอีกชนิดหนึ่งมาจากความสามารถที่จะทำให้คน ไม่กลัวอีกต่อไป
นี่คือเหตุผลที่ปีศาจร้องเมื่อพระเยซูเจ้าเข้าศาลาธรรม ไม่ใช่เพราะพระเยซูตะโกนดังกว่ามัน แต่เพราะเมื่อ ความจริงเข้ามา ความเท็จเริ่มกลัว เมื่อแสงสว่างเข้ามา ความมืดเริ่มสั่น เมื่อพระเยซูเจ้าเข้ามา สิ่งที่ผูกมัดมนุษย์รู้ว่าถึงเวลาต้องปล่อยเขาเป็นอิสระ
ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง เป็นข้อคิดวันนี้
ลองสังเกตดูว่า ชายที่ถูกปีศาจสิง ตามที่นักบุญลูกาเล่า เมื่อพระเยซูเจ้าขับปีศาจออก ปีศาจเหวี่ยงเขาลงกลางที่ผู้คนรวมอยู่ที่นั่น “แต่ไม่ได้ทำอันตรายเขา”
สิ่งที่น่าคิดคือว่า ความชั่วอาจทำให้เกิดเสียงดังครั้งสุดท้าย อาจดิ้นรน อาจทำให้เราล้มลง แต่เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสคำสุดท้าย มันไม่มีสิทธิ์ทำลายเรา
น่าจะเป็นกำลังใจให้ชาวเราด้วย เพราะว่า บางคนกำลังต่อสู้กับอดีต – บางคนกับความโกรธ – บางคนกับความกลัว – บางคนกับบาดแผล – บางคนกับความผิดหวัง
บางคนกับนิสัยที่พยายามเลิกมานาน – อย่าเพิ่งหมดหวัง เสียงที่ดังที่สุดในชีวิตของเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงสุดท้าย – ความกลัวอาจดัง – อดีตอาจดัง – ความล้มเหลวอาจดัง – ความเห็นของคนอื่นอาจดัง แต่พระเยซูเจ้าทรงมีพระวาจาสุดท้ายที่สยบเสียงดังอื่น ๆ ให้ราบคาบ
ขอให้ทุกท่านที่รำพึงไตร่ตรองมีความสุขในวันนี้ครับ
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















