ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 2 กันยายน ค.ศ.2026

รำพึงไตร่ตรองจาก บทอ่านที่หนึ่ง 1 โครินธ์ 3:1-9
วันนี้นักบุญเปาโลชี้ว่า ปัญหาใหญ่ของคริสตชนไม่ใช่เพียง “ไม่มีความเชื่อ” แต่คือ มีความเชื่อแล้ว แต่ไม่ยอมโต และตอนท้ายเปาโลพลิกมุมอย่างงดงามว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (1 คร 3:6)

  1. ปัญหาของชาวโครินธ์: เป็นคริสตชนแล้ว แต่ยังไม่ยอมเติบโต
    เปาโลเริ่มต้นสอนค่อนข้างแรง “ข้าพเจ้าไม่อาจพูดกับท่านเหมือนพูดกับผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระจิตเจ้า แต่ต้องพูดเหมือนกับผู้ที่ยังดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ เหมือนเด็กทารกในพระเยซูเจ้า” เปาโลไม่ได้บอกว่า “พวกท่านไม่ใช่คริสตชน” แต่บอกว่า “พวกท่านเป็นคริสตชน แต่ยังเป็นเหมือนเด็กทารก
    แล้วอะไรเป็นเครื่องหมายว่าเขายังไม่เติบโต? ไม่ใช่เพราะสวดภาวนาน้อย – ไม่ใช่เพราะรู้พระคัมภีร์น้อย – แต่เปาโลชี้ไปที่สองอย่างคือ “ความอิจฉาริษยาและการทะเลาะวิวาท” นี่น่ากลัวมาก เพราะหมายความว่า เราอาจเข้าวัดมาหลายสิบปี รับศีลทุกอาทิตย์ รู้คำสอนมากมาย แต่ถ้ายังอิจฉา แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่ยอมกัน แม้ว่ามีอายุความเชื่อมานาน 50 ปี แต่มี “วุฒิภาวะทางจิตวิญญาณ 5 ขวบ
  2. “ฉันเป็นพวกเปาโล — ฉันเป็นพวกอปอลโล”
    พระศาสนจักรโครินธ์เริ่มมีการแบ่งพรรคพวก คือ “แฟนคลับ” – คนหนึ่งบอก “ฉันชอบเปาโล” – อีกคน “ฉันชอบอปอลโล” – ถ้าเป็นสมัยนี้อาจพูดว่า “ผมชอบคุณพ่อองค์ก่อนมากกว่า” – “ฉันชอบคุณพ่อองค์นี้” – “สมัยสภาวัดชุดก่อนดีกว่า” – “กลุ่มของเราทำงานมากกว่ากลุ่มนั้น” – “โครงการนี้เป็นความคิดของผม” – “ถ้าไม่มีฉัน งานนี้ไม่มีทางสำเร็จ!” แล้วเปาโลถามเหมือนเอาเข็มจิ้มลูกโป่ง “อัตตา” ให้แตกว่า “อปอลโลเป็นใคร? เปาโลเป็นใคร?” คำตอบคือ “เขาต่างก็เป็นเพียงผู้รับใช้” คำว่า “diakonoi” ตรงนี้ให้ภาพของ “ผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้าของกิจการ”
    นี่คือการปฏิวัติความคิดเรื่องพันธกิจ คือว่า เราไม่ใช่เจ้าของพระศาสนจักร – เราไม่ใช่เจ้าของวัด – เราไม่ใช่เจ้าของกลุ่ม – เราไม่ใช่เจ้าของความสำเร็จ – เราเป็นเพียงคนงานในสวนของพระเจ้า
  3. ข้อคิดสำคัญที่เราน่าจะรำพึงวันนี้
    เปาโลพูดว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต
    คำกริยา “สามคำ” แต่เจ้าของงานไม่เหมือนกัน เปาโล — ปลูก, อปอลโล — รดน้ำ,
    พระเจ้า — ทำให้เติบโต
    เราทำได้แค่สองอย่างแรก สิ่งที่สามอยู่เหนืออำนาจเรา
    พ่อแม่สอนลูกได้ แต่บังคับให้ลูกมีความเชื่อไม่ได้
    พระสงฆ์เทศน์ได้ แต่บังคับให้ใครกลับใจไม่ได้
    ครูคำสอนสอนได้ แต่เปิดหัวใจของผู้เรียนไม่ได้
    เราช่วยคนได้ แต่เปลี่ยนหัวใจมนุษย์ไม่ได้
    เราปลูกได้ เรารดน้ำได้ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต

    และนี่ทำให้ผู้รับใช้พระเจ้ามีทั้ง ความถ่อมตน และ ความหวัง
    ถ้างานสำเร็จ — อย่าหลงตัวเอง เพราะพระเจ้าทรงทำให้เติบโต
    ถ้างานยังไม่สำเร็จ — อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะเมล็ดอาจกำลังงอกอยู่ใต้ดิน
    เรื่องประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ: “มหาวิหารที่คนสร้างไม่ได้เห็น”

อยากเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้ฟังสักหน่อย เกี่ยวกับประวัติการก่อสร้างมหาวิหารใหญ่ๆ ในยุโรปยุคกลาง
มหาวิหารหลายแห่งใช้เวลาสร้างยาวนานกว่าชีวิตมนุษย์หนึ่งคน เช่น Cologne Cathedral ซึ่งเริ่มก่อสร้างใน ค.ศ. 1248 และกว่าจะสร้างเสร็จในรูปแบบปัจจุบันก็ถึง ค.ศ. 1880 หรือพระมหาวิหารนักบุญเปโตรใช้เวลาสร้างประมาณ 120 ปี แม้จะมีช่วงหยุดก่อสร้างยาวนานก็ตาม ถ้าเราค่อยๆคิดตาม…
ช่างหินคนหนึ่งใช้เวลาหลายปีแกะหินก้อนหนึ่ง เขารู้ดีว่า ตนเองอาจไม่มีวันได้เห็นมหาวิหารเสร็จ – บางคนสร้างฐาน – บางคนสร้างเสา – บางคนสร้างกำแพง – คนอีกหลายชั่วอายุจึงสร้างยอดหอคอย ช่างคนแรกอาจตายไปหลายร้อยปี ก่อนเสียงระฆังจากมหาวิหารที่เขาช่วยสร้างจะดังขึ้นเสียอีก

นี่คือจิตตารมณ์ของ 1 โครินธ์ บทที่ 3 วันนี้
“ฉันไม่จำเป็นต้องเห็นทุกอย่างสำเร็จในยุคของฉัน ฉันเพียงต้องวางหินก้อนที่พระเจ้ามอบหมายให้ดีที่สุด”
และนี่เป็นข้อคิดงดงามสำหรับพระศาสนจักร
บางครั้งเราชอบถามว่า “ใครเป็นคนสร้าง?” แต่พระเจ้าถามว่า “ใครซื่อสัตย์กับส่วนที่เราให้เขาทำ?” คนหนึ่งปลูก – อีกคนรดน้ำ – อีกคนเก็บเกี่ยว แต่ทั้งหมดเป็นมหาวิหารหลังเดียวกัน ทั้งหมดเป็นสวนเดียวกัน และทั้งหมดเป็น ของพระเจ้า
4. ข้อคิดบางอย่างสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
นี่อาจเป็นหนึ่งในพระวาจาที่พระศาสนจักรยุค Synodal Church ต้องฟังมากที่สุด
เพราะศัตรูของพันธกิจไม่ใช่เพียงการเบียดเบียนจากภายนอก บางครั้งสิ่งที่ทำร้ายพระศาสนจักรมากกว่าคือ การแข่งขันกันภายใน
ใครสำคัญกว่า – ใครทำมากกว่า – ใครได้รับคำชม – ใครไม่ได้รับเครดิต – ใครมีตำแหน่ง – ใครใกล้ชิดพระสังฆราช – ใครใกล้ชิดพระสงฆ์ – ความคิดของใครได้รับเลือก เมื่อใดที่คำว่า “ของเรา” ใหญ่กว่าคำว่า “ของพระเจ้า” เมื่อนั้น 1 โครินธ์บทที่ 3 กำลังพูดกับเรา เปาโลจึงนำเสนอภาพใหม่ว่า “เราทั้งหลายเป็นผู้ร่วมงานของพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นอาคารของพระเจ้า”
สังเกตว่าไม่ได้บอกว่า “ไร่นาของเปาโล” “อาคารของอปอลโล” แต่คือ “ของพระเจ้า”
ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงของวัดไม่ใช่ว่า “คนจำชื่อใครได้มากที่สุด” แต่คือ หลังจากเราจากไปแล้ว คนยังรักพระเยซูเจ้ามากขึ้นหรือไม่


อยากเล่าสู่กันฟัง
มีชายสามคนกำลังทำงานอยู่ในสวนของวัด คนแรกกำลังขุดหลุม, คนที่สองเดินตามมา เอาต้นไม้ใส่ลงไป, คนที่สามรดน้ำ, วันหนึ่งคนที่สองลาป่วย แต่คนแรกกับคนที่สามยังทำงานต่ออย่างขยันขันแข็ง คนแรกขุดหลุม… แล้วคนที่สามก็รดน้ำลงไปใน หลุมเปล่าๆ มีคนเดินผ่านมาเห็นแล้วงงมาก จึงถามว่า “พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
ทั้งสองตอบอย่างภูมิใจว่า “พวกเราต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดครับ!”
ตรงนี้น่าจะเป็นข้อคิดในเรื่องนี้ เพราะ พระศาสนจักรก็เป็นอย่างนั้นได้ ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง – ประชุมครบ – เอกสารครบ – กิจกรรมครบ – พิธีกรรมครบ -งบประมาณครบ…แต่ลืมถามว่า “แล้วต้นไม้อยู่ไหน?” ต้นไม้ก็คือ มนุษย์ที่ต้องเติบโตในพระเยซูเจ้า ถ้าทำกิจกรรมมากมาย แต่คนไม่รักกันมากขึ้น, ถ้ามีโครงการมากมาย แต่คนยากจนถูกลืม, ถ้ามีพิธีกรรมสวยงาม แต่ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก, ถ้าสร้างอาคารใหญ่ขึ้น แต่หัวใจเล็กลง เราอาจกำลัง… ขุดหลุมและรดน้ำหลุมเปล่าๆ อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดก็ได้!

5. อยากขอสรุปข้อคิดจากบทอ่านที่หนึ่งวันนี้
วันหนึ่งเราทุกคนจะต้องวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่ – พระสงฆ์จะเปลี่ยน – นักบวชเปลี่ยน – กรรมการสภาภิบาลหรือคณะที่ปรึกษาจะเปลี่ยน – ผู้นำกลุ่มจะเปลี่ยน – คนรุ่นหนึ่งจะจากไป และคนรุ่นใหม่จะเข้ามา เราอย่าเพิ่งตกใจในการเปลี่ยนแปลง เพราะพระศาสนจักรไม่เคยอยู่บนบ่าของเราตั้งแต่แรก พระศาสนจักรอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เราเพียงได้รับเกียรติให้เข้ามาช่วยพระองค์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง บางคนปลูก – บางคนรดน้ำ – บางคนอาจไม่ได้เห็นดอก – บางคนอาจไม่ได้เห็นผล – แต่ไม่มีหยาดเหงื่อใดสูญเปล่า ถ้ามันถูกถวายแด่พระเจ้า เพราะที่สุดแล้ว ไม่ใช่เปาโล ไม่ใช่อปอลโล ไม่ใช่เรา แต่ “พระเจ้าเท่านั้นทรงทำให้เติบโต” ดังนั้น อย่าถามเพียงว่า “ฉันจะทิ้งชื่ออะไรไว้?” แต่ให้ถามว่า “ฉันจะทิ้งเมล็ดพันธุ์อะไรไว้ให้คนรุ่นต่อไป?” เพราะคนงานผ่านไป แต่สวนยังอยู่, คนสร้างผ่านไป แต่มหาวิหารยังอยู่, และเมื่อชื่อของคนปลูกถูกลืมไปหมดแล้ว พระเจ้าก็ยังทรงทำให้เมล็ดนั้นเติบโตต่อไป


ดูเหมือนเป็นเรื่องสั้น ๆ เรื่องการรักษาแม่ยายของซีโมนและคนเจ็บป่วย แต่ถ้าอ่านและฟังแบบลึก ๆ จะพบ “จังหวะชีวิตของพระเยซูเจ้า” ที่สำคัญมากถึง “สามจังหวะชีวิต”คือ เข้าไปหาคนที่กำลังทุกข์ — ถอนตัวไปอยู่กับพระบิดา — แล้วออกเดินทางต่อ
“อย่ากักพระเยซูเจ้าไว้เราเท่านั้น — พระองค์ยังต้องไปที่อื่นด้วย”


อยากเริ่มด้วยการเล่าสู่กันฟัง
มีชายคนหนึ่งป่วยมานาน ในที่สุดหมอรักษาจนหาย หมอบอกอย่างยินดีว่า “ผลตรวจออกมาดีมาก คุณกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้แล้วครับ” ชายคนนั้นถามทันที “หมอครับ แล้วผมต้องกินยาอะไรต่อ?” หมอบอก “ไม่ต้องแล้วครับ” “ต้องมาหาหมอทุกอาทิตย์ไหม?” หมอตอบ “ไม่ต้องครับ” ชายคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้น…ผมต้องทำอะไร?” หมอยิ้มแล้วตอบว่า “ก็ไปใช้ชีวิตสิครับ! ผมรักษาคุณให้หาย ไม่ได้รักษาคุณไว้เพื่อให้คุณอยู่ในโรงพยาบาลตลอดชีวิต”
พระวรสารวันนี้มีบางอย่างคล้ายกันกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง คือ พระเยซูเจ้าทรงรักษาแม่ยายของซีโมน แล้วลูกาบันทึกไว้ว่า “นางลุกขึ้นทันทีและรับใช้พวกเขา” นี่คืออัศจรรย์ที่แท้จริง พระเยซูเจ้าไม่ได้รักษาเราเพื่อให้นอนสบายขึ้น พระองค์รักษาเราเพื่อให้เราลุกขึ้น


  1. พระเยซูเจ้า “เข้าไปหา” ความทุกข์
    พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากศาลาธรรมและเข้าไปในบ้านของซีโมน รายละเอียดนี้สวยงามมาก พระองค์เพิ่งอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่พันธกิจของพระองค์ไม่ได้จบเมื่อพิธีจบ
    จากศาลาธรรม → สู่บ้าน; จากธรรมาสน์ → สู่เตียงคนป่วย; จากพิธีกรรม → สู่ชีวิตจริง นี่คือความท้าทายของพระศาสนจักรวันนี้ ถ้าพระเยซูเจ้าอยู่เพียงแต่ภายในวัด เรากำลังเข้าใจพระองค์ผิด
    วันนี้ “อาการไข้” ของมนุษย์อาจไม่ได้มีเพียงอุณหภูมิ 39 องศา อาการไข้ต่างๆ:
    มีไข้แห่งความโดดเดี่ยว – ไข้แห่งความเครียด – ไข้แห่งความเกลียดชัง – ไข้แห่งการแข่งขัน – ไข้แห่งเงินทอง – ไข้แห่งการเสพติดโลกออนไลน์ – และไข้ของการคิดว่า “ฉันไม่ต้องการใคร” พระศาสนจักรจึงไม่อาจมัวแต่รอให้คนป่วยเดินเข้ามาหาเราเท่านั้น พระเยซูเจ้าออกจากศาลาธรรมแล้วเข้าไปในบ้าน พระศาสนจักรก็ต้องกล้าออกจากประตูวัดเช่นเดียวกัน

  1. จุดเล็ก ๆ ในพระวรสาร ที่สำคัญมาก: “เขาทั้งหลายทูลขอพระองค์เพื่อนาง”
    แม่ยายของซีโมนไม่ได้ขอพระเยซูเจ้าด้วยตัวเอง พระวรสารบอกว่า “เขาทั้งหลายทูลขอพระองค์เพื่อนาง” เพราะบางครั้งคนที่กำลังทุกข์ ไม่มีแรงแม้แต่จะอธิษฐานภาวนา – ด้วยหลากหลายเหตุผล: เขาอาจหมดหวัง – เขาอาจโกรธพระเจ้า – เขาอาจไม่ได้มาวัด – เขาอาจเลิกสวดไปแล้ว – แล้วใครจะอธิษฐานภาวนาให้เขาล่ะ? พวกเราต้องอธิษฐานภาวนาแทนเขา นี่คือหนึ่งในพันธกิจที่งดงามที่สุดของพระศาสนจักร พระศาสนจักรคือชุมชนความเชื่อที่สามารถพูดกับพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า คนคนนี้ไม่มีแรงจะพูดกับพระองค์แล้ว…พวกเราวอนขอแทนเขา”

  1. “นางลุกขึ้นทันทีและรับใช้”
    คำว่า “ลุกขึ้น” ในพระคัมภีร์มีน้ำหนักมากกว่าการลุกจากเตียง เพราะเป็นภาษาที่ชวนให้นึกถึง การลุกขึ้นสู่ชีวิตใหม่ และทันทีที่หาย นางทำอะไร? นางไม่ได้ประกาศว่า “ทุกคนมาดูฉันสิ ฉันได้รับปาฏิหาริย์!” แต่ “นางลุกขึ้นและรับใช้พวกเขา” นี่เป็นเครื่องวัดการพบพระเจ้าที่น่าสนใจมาก เราอาจถามว่า “พระเจ้าทำอะไรให้ฉันบ้าง?” แต่พระวรสารพาเราไปอีกขั้นว่า “เมื่อพระเจ้าทรงแตะชีวิตฉันแล้ว ฉันทำอะไรให้ผู้อื่นบ้าง?
    ถ้าศีลมหาสนิทที่เรารับทุกอาทิตย์ไม่ได้ทำให้เรารับใช้มากขึ้น
    ถ้าการสวดภาวนาไม่ได้ทำให้เราให้อภัยง่ายขึ้น
    ถ้าความรู้พระคัมภีร์ทำให้เราตัดสินคนอื่นเก่งขึ้น แต่รักคนอื่นน้อยลง
    เราต้องถามว่า เราได้รับพระเยซูเจ้าจริง ๆ หรือเพียงได้รับเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าเท่านั้น?

  1. แล้วสิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น: พระเยซูเจ้า “หนี” ความสำเร็จ
    ตอนเย็นวันนั้นคนทั้งเมืองพาคนป่วยมาหาพระองค์ ลองจินตนาการดู…คนแน่น ชื่อเสียงกำลังดัง ทุกคนต้องการพระองค์ ถ้าเป็นชาวโลกปัจจุบัน เราคงพูดว่า “กำลังเป็นกระแส! อย่าหยุด ต้องโหนกระแสของหนุ่มกรรชัย!” ยอดวิวกำลังขึ้น แฟนคลับผู้ติดตามกำลังมา, คนต่อคิวเต็มแบบคิวทอง, รีบตั้งทีมประชาสัมพันธ์ออกสื่อ! แต่ว่าพระเยซูเจ้าทำสิ่งตรงกันข้าม “เมื่อถึงรุ่งเช้า พระองค์เสด็จออกไปยังที่สงัดเงียบ” นี่อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับพระศาสนจักรและผู้ทำงานอภิบาล กล่าวคือพระเยซูเจ้าไม่ยอมให้ความต้องการของฝูงชนกำหนดพันธกิจของพระองค์ พระองค์กลับไปหาพระบิดา เพราะถ้าเราไม่กลับไปสู่ความเงียบ วันหนึ่งเราจะแยกไม่ออกว่า สิ่งที่เรากำลังทำ เป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ หรือเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นคาดหวังจากเรา ใช่แล้ว พระศาสนจักรต้องทำงาน แต่ถ้าพระศาสนจักรที่มีแต่กิจกรรมโดยไม่มีการภาวนา จะค่อย ๆ กลายเป็นเพียงองค์กรการกุศล พระสงฆ์ นักบวช ศาสนบริกรที่ทำงานตลอดเวลา แต่ไม่ภาวนา อาจพูดเรื่องพระเจ้ามากมาย แต่ไม่มีเวลาฟังพระเจ้า

  1. ประโยคที่แรงที่สุดในพระวรสารวันนี้: “อยู่กับพวกเราเถอะ”
    เมื่อประชาชนพบพระเยซูเจ้า พวกเขาพยายามรั้งพระองค์ไว้ ฟังดูดีมาก…“พระเยซูเจ้าครับ อย่าไปไหน อยู่กับพวกเราเถอะ” ใครจะคิดว่านี่มีปัญหา? แต่พระเยซูเจ้าตอบว่า “เราต้องประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าให้แก่เมืองอื่นด้วย เพราะเราถูกส่งมาก็เพื่อการนี้” นี่คือ ประเด็นของพระวรสารวันนี้ คนเมืองคาเปอรนาอุมไม่ได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขารักพระเยซูเจ้ามากเสียจนอยากเก็บพระองค์ไว้เป็นของตัวเองเท่านั้น! และนั่นก็เป็นอันตรายได้

  1. พระศาสนจักรวันนี้ต้องระวัง “พระเยซูเจ้าของพวกเราเท่านั้น”
    บางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำเหมือนชาวคาเปอรนาอุม “วัดของเรา” – “กลุ่มของเรา” – “ประเพณีของเรา” – “คนของเรา” – จนลืมไปว่า พระเยซูเจ้าไม่เคยเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเรา พระองค์ตรัสว่า “เราต้องไปเมืองอื่นด้วย” นี่คือพระศาสนจักรแห่งพันธกิจ วัดไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อดูแลคนที่อยู่ข้างในให้มีความสุข แต่มีไว้เพื่อคนที่ ยังไม่เคยเข้ามาข้างในด้วย คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ปีนี้มีคนมาวัดกี่คน?” แต่อาจต้องถามด้วยว่า “ปีนี้พวกเราออกไปหาคนกี่คน?”

อยากขอเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง: นักบุญดาเมียนแห่งโมโลไก
ในศตวรรษที่ 19 มีผู้ป่วยโรคเรื้อนจำนวนมากถูกแยกไปอยู่ที่เกาะโมโลไกในฮาวาย สภาพชีวิตของผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นยากลำบากมาก “Damien of Molokai” สมัครใจไปอยู่ท่ามกลางพวกเขา สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่านไม่ได้เพียง “ไปเยี่ยมคนป่วย” แต่ ไปอยู่กับคนป่วย ท่านสร้างบ้าน ดูแลคนเจ็บ ช่วยฝังศพ สร้างชุมชน ประกอบพิธีกรรม
และทำให้คนที่โลกเหมือนจะบอกว่า “พวกคนเหล่านั้นไม่มีค่าแล้ว” กลับค้นพบศักดิ์ศรีของตนเอง ต่อมาท่านเองติดโรคเรื้อน มีเรื่องเล่าที่มักถูกกล่าวถึงว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภาษาที่คุณพ่อดาเมียนใช้กับชุมชนเปลี่ยนความหมายไปอย่างสะเทือนใจ จากการพูดถึง “พวกท่านผู้เป็นโรคเรื้อน” กลายเป็นการตระหนักว่า “พวกเราผู้เป็นโรคเรื้อน”
ตรงนี้เองคือพระวรสาร พระเยซูเจ้าไม่ได้ช่วยมนุษย์จากระยะไกล พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน และพระศาสนจักรจะประกาศข่าวดีอย่างน่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่เมื่อยืนอยู่ไกล ๆ แล้วบอกคนทุกข์ว่า “ฉันจะสวดให้คุณนะ” แต่เมื่อกล้าพูดว่า “ฉันจะอยู่กับคุณ”


ขอสรุปข้อคิดในภาพรวมของพระวรสารวันนี้
พระวรสารวันนี้มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา พระเยซูเจ้า ออกจากศาลาธรรม เข้าไป ในบ้านของคนป่วย จากบ้านนั้นพระองค์ออกไป สู่ที่สงัดเพื่ออยู่กับพระบิดา จากที่สงัด พระองค์ออกไป สู่เมืองอื่น นี่ควรเป็นจังหวะชีวิตของคริสตชนด้วย เข้าไปหาความทุกข์ – กลับมาหาพระเจ้า – แล้วออกไปหาคนอื่น อย่าอยู่แต่ในวัด อยู่แต่ภายในอาราม แต่อย่าออกไปทำงานจนลืมกลับมาภาวนา และเมื่อกลับมาภาวนาแล้ว ก็อย่าอยู่กับพระเยซูเจ้าอย่างสบายใจจนลืมว่า พระองค์กำลังบอกเราให้ลุกขึ้นและออกไป แม่ยายของซีโมนได้รับการรักษาแล้ว ลุกขึ้นรับใช้ พระเยซูเจ้าทรงได้รับความนิยม แต่ ไม่ยอมอยู่กับความสำเร็จ ประชาชนอยากเก็บพระองค์ไว้ แต่พระองค์ตรัสว่า “เราต้องไปเมืองอื่นด้วย” บางทีวันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามเราว่า “เธอรักเราหรือไม่?” เท่านั้น แต่อาจถามต่อว่า “ถ้าเธอรักเรา…ทำไมเธอจึงพยายามเก็บเราไว้แต่ในวัด?” เปิดประตูเถิด เพราะข้างนอกยังมีคนป่วย ยังมีคนโดดเดี่ยว ยังมีคนที่ไม่มีแรงแม้แต่จะภาวนา
ยังมีคนที่คิดว่าพระเจ้าลืมเขาแล้ว และพระเยซูเจ้าตรัสกับพระศาสนจักรอีกครั้งว่า “เราต้องไปเมืองอื่นด้วย เพราะเราถูกส่งมาก็เพื่อการนี้” อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ – เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ