ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.2026

สิ่งที่น่าสังเกต คือ เปาโลไม่ได้พูดเรื่องนี้จากทฤษฎี แต่พูดหลังจากผ่าน ประสบการณ์ที่น่าจะเรียกว่า ความล้มเหลวของนักเทศน์” มาแล้ว

บริบทที่น่าสนใจ: ก่อนถึงโครินธ์ เปาโลเพิ่งมาจากเอเธนส์

ใน กจ 17 เปาโลไปเทศน์ที่ Areopagus กรุงเอเธนส์ เมืองแห่งนักปรัชญา ท่านใช้วิธีที่ฉลาดมาก พูดถึงแท่นบูชา “แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” อ้างแนวคิดที่คนกรีกรู้จัก และพยายามเชื่อมพระวรสารเข้ากับวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งคำเทศน์สวยมาก มีเหตุผลมาก แต่เมื่อเปาโลพูดถึง การกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า บางคนก็หัวเราะเยาะ บางคนบอกประมาณว่า “ไว้วันหลังค่อยมาฟังเรื่องนี้อีกที” จากนั้นเปาโลเดินทางมายังโครินธ์ และตรงนี้เอง ท่านพูดประโยคสำคัญว่า “เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อประกาศธรรมล้ำลึกของพระเจ้าด้วยถ้อยคำสูงส่งหรือด้วยสติปัญญา… เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่รู้เรื่องใดในหมู่ท่าน นอกจากเรื่องพระเยซูคริสตเจ้า และพระองค์ผู้ทรงถูกตรึงกางเขน” (1 คร 2:1-2)

-นี่ไม่ใช่การปฏิเสธสติปัญญา เปาโลเป็นคนมีการศึกษาและใช้เหตุผลเก่งมาก แต่ท่านได้เรียนรู้ว่า สติปัญญาพาคนมาถึงประตูได้ แต่พระเยซูเจ้าต่างหากที่เปิดประตูหัวใจ” เมื่อเราเล็กลง กางเขนจะใหญ่ขึ้น”

-เปาโลกล่าวต่ออย่างน่าประหลาดใจว่า “ข้าพเจ้ามาหาท่านด้วยความอ่อนแอ ด้วยความกลัวและหวาดหวั่นมาก” นี่คือ นักบุญเปาโล! ผู้ประกาศพระวรสารผู้ยิ่งใหญ่, ผู้เดินทางนับพันกิโลเมตร, ผู้กล้าเผชิญผู้มีอำนาจ, ผู้ตั้งชุมชนคริสตชนมากมาย, แต่เขากลับยอมรับว่า ผมกลัว ผมอ่อนแอ ผมตัวสั่น”

-นี่เป็นข่าวดีสำหรับเรามาก เพราะบางครั้งเราคิดว่า ก่อนพระเจ้าจะใช้เราได้ เราต้องเก่งเสียก่อน, ต้องพูดเก่ง, ต้องมั่นใจ, ต้องไม่มีข้อบกพร่อง, ต้องตอบคำถามทุกอย่างได้ แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า ไม่ต้องรอให้เจ้าแข็งแรง จึงค่อยมาหาเรา จงนำความอ่อนแอของเจ้ามา แล้วเราจะทำงานผ่านมัน” พระเจ้าไม่ได้ต้องการ “คนที่สมบูรณ์แบบ” พระองค์ต้องการ “คนที่ยอมให้พระองค์ใช้”


เราอยู่ในยุคที่มีคำพูดมากมายเหลือเกิน ทั้ง Social media, โฆษณา, Influencer, AI, ข่าว, คลิปสั้น, ความคิดเห็น, การตลาด, การเมือง, ทุกคนกำลังแข่งขันกันเพื่อแย่ง “ความสนใจ attention” ของเรา ใครพูดเก่งกว่า, ใครสร้างภาพเก่งกว่า, ใครมี followers มากกว่า, ใครทำ content ไวรัลกว่า – คนนั้นดูเหมือนมีอำนาจมากกว่า

แต่เปาโลพูดว่า “ถ้อยคำและการเทศน์สอนของข้าพเจ้ามิใช่คำพูดจูงใจตามหลักปรีชาญาณ แต่เป็นการแสดงพระอานุภาพของพระจิตเจ้า”

นี่เป็นคำถามที่หนักหน่วงแรงมากสำหรับคริสตชนวันนี้:

เราอยากให้คน “ชอบเรา” หรืออยากให้คน “พบพระเยซูเจ้า”?

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เราสามารถมีวัดสวย – พิธีกรรมงดงาม – Facebook ดี – กิจกรรมเยอะ – พระสงฆ์เทศน์ดีมีสาระ – นักขับร้องไพเราะ – ทั้งหมดเป็นสิ่งดี แต่ถ้าคนกลับบ้านแล้วจำได้เพียงว่า “วันนี้คุณพ่อเทศน์สนุกจัง” แต่ไม่เคยถามตัวเองว่า พระเจ้ากำลังเรียกร้องให้ฉันเปลี่ยนอะไร?” การเทศน์นั้นก็อาจจะยังไปไม่ถึงจุดหมาย


นี่คือหัวใจของบทอ่าน ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่รู้เรื่องใด นอกจากพระเยซูคริสตเจ้า และพระองค์ผู้ทรงถูกตรึงกางเขน” ทำไมต้อง “ถูกตรึงกางเขน”? เพราะกางเขนทำลายตรรกะของชาวโลก

โลกบอกว่า ชนะ = มีอำนาจ; กางเขนบอกว่า ชนะ = ยอมมอบชีวิต

โลกบอกว่า ยิ่งสูง ยิ่งสำคัญ: พระเยซูเจ้าบอกว่า ผู้ใดอยากเป็นใหญ่ จงเป็นผู้รับใช้

โลกบอกว่า อย่าให้ใครเห็นความอ่อนแอ แต่พระเยซูทรงแสดงบาดแผลของพระองค์แก่บรรดาศิษย์ นี่คือความขัดแย้งอันงดงามของคำสอนคริสตศาสนา:

พระเจ้าทรงช่วยโลก ไม่ใช่จากบัลลังก์ทองคำ แต่จากไม้กางเขน


อันตรายของพระศาสนจักรไม่ใช่เพียงการมีคนน้อยลง อันตรายที่ใหญ่กว่านั้นคือ เรามีทุกอย่าง…แต่พระเยซูเจ้าไม่อยู่ตรงกลาง

-เราสามารถประชุมเรื่องการประกาศข่าวดี จนไม่มีเวลาออกไปประกาศข่าวดี

-เราสามารถพูดเรื่องคนยากจน โดยไม่เคยนั่งกินข้าวกับคนยากจน

-เราสามารถพูดเรื่อง Synodality โดยไม่เคยฟังคนที่คิดต่างจากเรา

-เราสามารถสร้างวัดที่สวยงาม แต่ไม่สร้างชุมชนที่คนบาดเจ็บกล้าเดินเข้ามา

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ว่า การประกาศข่าวดีต้องเป็นแรงขับพื้นฐานของทุกกิจการของพระศาสนจักร และสิ่งที่ทำให้ความเชื่อน่าเชื่อถือไม่ใช่การลดความเข้มข้นของพระวรสาร แต่คือ การเป็นพยานด้วยความสุภาพถ่อมตนและความกล้าหาญ



วันนี้เปาโลไม่ได้บอกเราว่า จงเก่งขึ้น” แต่กำลังบอกว่า จงโปร่งใสขึ้น เพื่อคนจะมองทะลุผ่านเราไปเห็นพระเยซูเจ้า”, เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดเก่งที่สุด, ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุด, ไม่จำเป็นต้องเป็นคริสตชนที่สมบูรณ์แบบที่สุด,  แต่ขอเพียงว่า เมื่อใครพบเรา เขาจะได้พบความเมตตาของพระเยซูเจ้าบ้าง

เมื่อใครถูกเราทำร้าย เรากล้าพูดว่า “ขอโทษ”

เมื่อใครล้ม เราไม่ซ้ำเติม แต่ยื่นมือ

เมื่อใครไม่มีใครฟัง เรานั่งลงข้างเขา

เมื่อใครเกลียดเรา เราไม่ตอบด้วยความเกลียด

แล้ววันหนึ่งเขาอาจถามว่า “ทำไมคุณจึงเป็นอย่างนี้?” วันนั้นเราไม่จำเป็นต้องเทศน์ยาว

เพียงตอบว่า “เพราะครั้งหนึ่งฉันเองก็เคยล้ม และมีผู้หนึ่งไม่ทรงเหยียบซ้ำ แต่ทรงก้มลงยกฉันขึ้น พระนามของพระองค์คือพระเยซูเจ้า”

นี่แหละความหมาย 1 โครินธ์ 2:1-5 — เมื่อ “ตัวเรา” เล็กลง “กางเขน” จะใหญ่ขึ้น
และเมื่อกางเขนใหญ่ขึ้น พระอานุภาพของพระเจ้าก็จะปรากฏชัดขึ้น


นี่เป็นตอนหนึ่งที่ทรงพลังมาก เพราะเริ่มต้นด้วยคนทั้งศาลาธรรม ชื่นชมพระเยซูเจ้า” แต่ไม่กี่นาทีต่อมา คนกลุ่มเดิมกลับ โกรธจัด” และพยายามผลักพระองค์ตกหน้าผา!

คำถามสำคัญคือ: พระเยซูเจ้าตรัสอะไรที่ทำให้คำชมกลายเป็นความโกรธ?

เรารักพระเยซูเจ้า…ตราบใดที่พระองค์ไม่ทรงท้าทายเรา”

พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมายังนาซาเร็ธ หมู่บ้านที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้น พระองค์เข้าไปในศาลาธรรมวันสับบาโตตามธรรมเนียม และทรงอ่านจากประกาศกอิสยาห์:

“พระจิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้า ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ประกาศอิสรภาพแก่ผู้ถูกจองจำ ให้คนตาบอดมองเห็น
ให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับเสรีภาพ…” แล้วพระเยซูเจ้าทรงม้วนหนังสือ ส่งคืนเจ้าหน้าที่ และประทับนั่ง ทุกสายตาจ้องพระองค์ จากนั้นพระองค์ตรัสประโยคที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์: “วันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” คำสำคัญคือ “วันนี้” ไม่ใช่วันหนึ่งในอนาคต ไม่ใช่เมื่อโลกพร้อม ไม่ใช่เมื่อเราสะดวก พระวรสารของพระเยซูเจ้าเริ่มต้น “วันนี้” คือ วันนี้ให้อภัย, วันนี้กลับใจ, วันนี้คืนดีกัน, วันนี้ช่วยคนยากจน, วันนี้เลิกนิสัยที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง ปัญหาของคริสตชนบางครั้งไม่ใช่เราไม่รู้พระวรสาร แต่คือ เราชอบเลื่อนพระวรสารไปเป็นพรุ่งนี้


ตอนแรกชาวนาซาเร็ธชื่นชมพระองค์ แต่แล้วพวกเขาถามว่า “คนนี้เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ?” พวกเขาคิดว่าตน รู้จัก พระเยซูเจ้าแล้ว “เราเห็นเขาตั้งแต่เด็ก”, “พ่อเขาคือนายโยเซฟ” “ครอบครัวเขาอยู่แถวนี้” “จะมาสอนอะไรเรา?”

นี่เป็นอันตรายของคนอยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นาน ๆ เราอาจอยู่ใกล้พระเยซูเจ้ามาก จนคิดว่าเรารู้จักพระองค์หมดแล้ว ฉันไปมิสซามาหลายสิบปี ฉันฟังพระวรสารมาเป็นร้อยครั้ง
ฉันสวดบทเดิมจนจำได้ ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตสงฆ์ ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตนักบวชนักพรต แต่พระวาจาไม่ทำให้เราสะเทือนใจอีกต่อไป ความคุ้นเคยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจกลายเป็นภูมิคุ้มกันต่อการกลับใจก็เป็นไปได้


ถ้าพระเยซูเจ้าต้องการคะแนนนิยม พระองค์ควรหยุดตรงนี้ เพราะทุกคนชื่นชมแล้ว
แต่พระองค์ทรงยกเรื่องจากพระคัมภีร์สองเรื่องขึ้นมา เรื่องแรก — หญิงม่ายเมืองศาเรฟัท สมัยประกาศกเอลียาห์เกิดกันดารอาหาร มีหญิงม่ายมากมายในอิสราเอล แต่เอลียาห์ถูกส่งไปหาหญิงม่ายที่ ศาเรฟัทในไซดอน — คนต่างชาติ และ เรื่องที่สอง — นาอามานชาวซีเรีย สมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนมากมายในอิสราเอล แต่ผู้ได้รับการรักษาคือ นาอามาน ชาวซีเรีย — คนต่างชาติอีกเช่นกัน นี่แหละที่เป็นระเบิดลงกลางศาลาธรรม! เพราะพระเยซูเจ้ากำลังบอกว่า “พระหรรษทานของพระเจ้าไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของพวกท่าน” พระเจ้าไม่ได้รักเฉพาะ “พวกเรา”, ความเมตตาของพระองค์สามารถไปถึงคนต่างชาติ, คนที่เราไม่ชอบ, คนที่เราไม่เข้าใจ, แม้แต่คนที่เราเคยมองว่าเป็นศัตรู


โลกของเราชอบแบ่งคนเป็น “พวกเรา — พวกเขา” “ชาติเรา — ชาติอื่น” “ความคิดเรา — ความคิดเขา” “ฝ่ายเรา — ฝ่ายเขา” “คนดี — คนเลว” เครื่องมือของ Social media ยิ่งทำให้เราสามารถอยู่กับคนที่คิดเหมือนเราได้ง่ายขึ้น และเมื่อใครคิดไม่เหมือนเรา เราไม่ได้เพียงคิดว่า เขาคิดผิด” แต่บางครั้งค่อย ๆ ไปถึง เขาเป็นคนไม่ดี” และเมื่อเราไม่เห็นเขาเป็น “คน” อีกต่อไป ความรุนแรงก็เริ่มง่ายขึ้น

พระเยซูเจ้าจึงพยายามนำชาวนาซาเร็ธให้ออกจากที่ที่พวกเขาปิดกั้นตัวเอง “comfort zone”: พระเจ้าที่ท่านนมัสการ ทรงรักคนที่ท่านไม่ชอบด้วย”


พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่า “ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศข่าวดีแก่คนยากจน…ให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับเสรีภาพ” ดังนั้นคำถามสำหรับพระศาสนจักรไม่ใช่เพียง วันอาทิตย์มีคนมาวัดกี่คน?” แต่ต้องถามด้วยว่า คนที่ไม่มีใครต้องการ เข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกว่าตนมีที่ยืนไหม?” คนยากจน, คนผิดหวัง, ครอบครัวแตกสลาย, คนที่มีคำถามเรื่องความเชื่อ, คนต่างศาสนา, คนที่เคยทำผิด, คนที่ห่างวัดไปนาน, เมื่อเขาเดินเข้ามาในชุมชนคริสตชนของพวกเรา เขาพบอะไร? สายตาที่ถามว่า มาทำไม?” หรือสายตาของพระเยซูเจ้าที่บอกเขาว่า เข้ามาเถิด”

พระศาสนจักรต้องระวังอันตรายแบบนาซาเร็ธ: เราอาจรักพระเยซูเจ้ามาก แต่พยายามกักพระองค์ไว้เป็น “พระเยซูเจ้าของพวกเรา” พระเยซูเจ้าไม่ยอมถูกขังอยู่ในกำแพงวัด พระองค์เสด็จออกไปหาบุคคลที่อยู่นอกกำแพงเสมอ



คนในศาลาธรรมโกรธจัด พวกเขาพาพระเยซูเจ้าไปยังหน้าผาเพื่อจะผลักพระองค์ลงไป

แต่นักบุญลูกาเล่าในพระวรสารว่า “พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป ประโยคนี้ค่อนข้างน่าตกใจ  ไม่ใช่เพราะพระเยซูเจ้าทรงลงโทษพวกเขา แต่เพราะพระองค์เสด็จจากไป พวกเขามีพระเมสสิยาห์อยู่ท่ามกลางพวกเขา แต่ความหยิ่งจองหองทำให้พวกเขาสูญเสียพระองค์ นี่อาจเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ที่สุดของชีวิตฝ่ายจิต: ไม่ใช่ว่าไม่มีพระเจ้าอยู่ใกล้เรา ทว่าพระเจ้าอยู่ใกล้มาก และเรากลับปฏิเสธพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็น


วันนี้อย่าเพิ่งถามว่า ใครควรฟังพระวรสารตอนนี้?” แต่ถามว่า พระเยซูเจ้ากำลังพูดอะไรกับฉัน?” บางที “คนยากจน” ที่พระองค์ส่งเราไปหา อาจอยู่บ้านเดียวกับเรา, “ผู้ถูกจองจำ” อาจเป็นคนที่ถูกขังอยู่ในคำตัดสินของเรา, “คนตาบอด” อาจเป็นตัวเราเองที่มองเห็นความผิดของทุกคน ยกเว้นของตัวเอง, และ “นาอามานชาวซีเรีย” ของเรา
อาจเป็นคนที่เราไม่ชอบที่สุด ดังนั้นเมื่อฟังพระวรสารวันนี้ เราอาจถามพระเยซูเจ้าเพียงคำถามเดียว: พระเจ้าข้า มีใครบ้างที่พระองค์ทรงรัก แต่ลูกยังไม่ยอมรัก?”

ถ้าเราพบชื่อคนหนึ่งขึ้นมาในใจ… อย่าเพิ่งไล่เขาออกจากใจ เพราะบางทีคนนั้นอาจเป็น นาอามาน” ที่พระเยซูเจ้ากำลังใช้เพื่อเปิดตาของเราเอง

พระวรสารที่แท้จริงไม่ได้เพียงปลอบใจเรา แต่อาจจะแทงใจเราจนเราต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่”



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ