บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2025


พี่น้องชายหญิงที่รัก

            “ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ขอโอ้อวดสิ่งใดนอกจากเรื่องไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (กท 6:14) คำพูดของนักบุญเปาโลอัครสาวก ที่พวกเราได้มารวมตัวกัน ณ ที่ฝังศพของท่านในวันนี้ เป็นคำพูดที่ดีที่นำพาพวกเราให้รำลึกถึงบรรดามรณสักขีและผู้เป็นพยานถึงความเชื่อกันในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน

            ขณะที่พวกเราได้มายืนที่เชิงไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นหนทางที่ทำให้พวกเราได้รับความรอด และถูกเรียกว่าเป็น “ความหวังคริสตชน” และ “สิริรุ่งโรจน์ของเหล่ามรณสักขี” (เทียบ บททำวัตรเย็นฉลองเทิดทูนไม้กางเขนในจารีตไบแซนไทน์) กันอยู่นี้ พ่อก็ขอต้อนรับผู้แทนจากศาสนจักรออร์ทอดอกซ์ในที่ต่าง ๆ ตลอดจนผู้แทนจากบรรดาศาสนจักรโบราณจากบูรพาทิศ ผู้แทนประชาคมคริสตชนแห่งต่าง ๆ และผู้แทนจากองค์กรคริสต์ศาสนสัมพันธ์ พ่อขอขอบใจที่ท่านทั้งหลายได้ตอบรับคำเชิญของพ่อและมาร่วมงานในวันนี้ พ่อขอส่งคำทักทายแห่งสันติสุขอย่างอบอุ่นให้แก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ทุกคน

            พวกเราย่อมเชื่อมั่นอยู่ว่า การเป็นพยานจนกระทั่งยอมสละชีพนั้น เป็น “ความสนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้าที่แท้จริงที่สุดเท่าที่จะมีได้ เหตุว่าพระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตเป็นเครื่องบูชา และอาศัยเครื่องบูชานี้ พระองค์ก็ได้ทรงนำพาคนทั้งหลายที่เคยอยู่ห่างไกลให้มาอยู่ใกล้ (เทียบ อฟ 2:13)” (สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอลที่สอง, สมณสาส์นเวียน Ut unum sint, ข้อ 84) ในวันนี้ พวกเราสามารถกล่าวร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่สองได้ว่า ในที่ต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าความเกลียดชังจะแทรกซึมเข้าไปในทุกมิติของชีวิต แต่บรรดาผู้คนที่รับใช้พระวรสารอย่างกล้าหาญและผู้คนที่สละชีวิตเพื่อเป็นพยานถึงความเชื่อ ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “ความรักแข็งแกร่งกว่าความตาย” (พระดำรัสในพิธีรำลึกผู้คนที่เป็นพยานถึงความเชื่อในศตวรรษที่ยี่สิบ, 7 พฤษภาคม 2000)

            ขอให้เราระลึกถึงพี่น้องชายหญิงของพวกเราขณะที่เราจ้องมองพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน อาศัยไม้กางเขนของพระองค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงเผยให้พวกเราได้เห็นพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้า ให้เราได้เห็นพระเมตตาอันพ้นประมาณที่พระองค์ทรงมีให้แก่มนุษยชาติ พระเยซูเจ้าทรงรับเอาความเกลียดชังและความรุนแรงของโลกไว้กับพระองค์ และได้ทรงเข้าส่วนร่วมชะตากรรมกับผู้คนทั้งหลายที่ถูกดูหมิ่นเหยียบย่ำและถูกกดขี่ “เขาแบกความทุกข์ทรมานของพวกเรา รับความเจ็บปวดของพวกเราไว้” (อสย 53:4)

            แม้แต่ในทุกวันนี้ มีพี่น้องชายหญิงมากมายที่ได้แบกไม้กางเขนอันเดียวกับพระเยซูเจ้า ด้วยเหตุที่พวกเขาเป็นพยานถึงความเชื่อท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากและสภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร พวกเขาถูกเบียดเบียน กล่าวโทษ และสังหารเหมือนกับพระเยซูเจ้า คนเหล่านี้เองที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับพวกเขาไว้ว่า “ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่นข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา” (มธ 5:10-11) คนเหล่านี้มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย นักบวช ฆราวาส บาทหลวง พวกเขาต่างต้องสละชีพเป็นราคาของการที่พวกเขามีความซื่อสัตย์ต่อพระวรสาร มุ่งมั่นต่อความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางศาสนาในที่ที่เสรีภาพนี้ยังคงถูกละเมิด และร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมากในสังคม หากมองด้วยเกณฑ์ของโลกก็จะดูเหมือนว่าพวกเขา “พ่ายแพ้” แต่ในความเป็นจริง หนังสือปรีชาญาณได้บอกกับพวกเราว่า “แม้ในสายตาของมนุษย์ เขาดูเหมือนว่าถูกลงโทษ แต่เขาก็มีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้ชีวิตอมตะ” (ปชญ 3:4)

            พี่น้องชายหญิงที่รัก ในปีศักดิ์สิทธิ์นี้ พวกเราได้มาเฉลิมฉลองความหวังของผู้คนทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้เป็นพยานถึงความเชื่ออย่างกล้าหาญ ความหวังของพวกเขาย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นอมตะ เหตุว่าการเป็นมรณสักขีของพวกเขายังคงทำให้พระวรสารแพร่กระจายออกไปในโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความรุนแรง และสงคราม ความหวังของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นอมตะ เหตุว่าถึงแม้ร่างกายของพวกเขาจะถูกทำลาย แต่ย่อมไม่มีผู้ใดที่จะทำให้เสียงของพวกเขาเงียบลง หรือลบล้างความรักที่พวกเขาแสดงออกแล้วไปได้ ความหวังของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นอมตะ เพราะการเป็นพยานของพวกเขายังคงดำรงอยู่เป็นคำประกาศกที่ว่า ความดีย่อมมีชัยชนะเหนือความชั่ว

            ความหวังของพวกเขาเป็นความหวังแบบมือเปล่าปราศจากอาวุธ พวกเขาได้เป็นพยานถึงความเชื่อโดยไม่ใช้อาวุธใด ๆ ไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรงใด ๆ หากแต่พวกเขาได้เป็นพยานด้วยการน้อมรับพลังที่ซ่อนเร้นและอ่อนโยนของพระวรสาร เป็นการปฏิบัติตามคำพูดของนักบุญเปาโลที่ว่า “ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะโอ้อวดเรื่องความอ่อนแอ เพื่อให้พระอานุภาพของพระคริสตเจ้าพำนักอยู่ในข้าพเจ้า […] เพราะข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ย่อมเข้มแข็งเมื่อนั้น” (2คร 12:9-10)

            พ่อมีความคิดคำนึงถึงภคินีโดโรธี สแตง เธอได้แสดงความกล้าหาญตามแนวพระวรสารในการมุ่งมั่นเคลื่อนไหวเพื่อผู้คนที่ไม่มีที่ดินทำกินในภูมิภาคแอมะซอน ตอนที่เธอกำลังจะถูกสังหาร มือสังหารได้ถามเธอว่า อาวุธของเธออยู่ที่ไหน แต่เธอได้หยิบหนังสือพระคัมภีร์ให้พวกเขาดู และตอบว่า “นี่แหละคืออาวุธอย่างเดียวของฉัน” พ่อมีความคิดคำนึงถึงคุณพ่อราฆีด กันนี บาทหลวงของพระศาสนจักรคาลเดียน[คาทอลิก]ที่โมซูลของอิรัก ท่านปฏิเสธไม่ยอมจับอาวุธสู้รบ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า อะไรคือการเป็นพยานแท้แบบคริสตชน พ่อมีความคิดคำนึงเช่นกันถึงภราดาฟรานซิส โทฟี ซึ่งเป็นคริสตชนแองกลิกันและเป็นสมาชิกในคณะภราดาเมลานีเซียน เขาผู้นั้นได้สละชีวิตเพื่อสันติภาพในหมู่เกาะโซโลมอน ผู้คนเช่นนี้มีอยู่มากมาย เพราะเป็นที่น่าเศร้าอยู่ว่า ถึงแม้ระบอบเผด็จการในหลายแห่งที่เคยมีในศตวรรษที่ยี่สิบจะได้ล่มสลายไปแล้ว แต่การเบียดเบียนคริสตชนยังคงมีอยู่ไม่หยุดหย่อน ในทางตรงข้าม คริสตชนบางแห่งถูกเบียดเบียนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

            ผู้คนเหล่านี้ได้รับใช้พระวรสารอย่างกล้าหาญและมอบชีวิตเป็นพยานเพื่อความเชื่อ พวกเขาล้วน “มีความโดดเด่นและแสดงให้เห็นถึงภาพกว้างใหญ่มหาศาลของความมีมนุษยธรรมแบบคริสตชน ทำให้เห็นถึงภาพกว้างของพระวรสารแห่งบุญลาภ[แปดประการ] ซึ่งพวกเขาได้นำไปปฏิบัติในชีวิตจนถึงขั้นที่ได้หลั่งโลหิตเพื่อการนี้” (สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอลที่สอง, พระดำรัสในพิธีรำลึกผู้คนที่เป็นพยานถึงความเชื่อในศตวรรษที่ยี่สิบ, 7 พฤษภาคม 2000)

            พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเราไม่อาจลืมเรื่องเหล่านี้ได้ แล้วก็ไม่ปรารถนาที่จะลืมเรื่องเหล่านี้ด้วย พวกเราปรารถนาที่จะจดจำ เพราะไม่ว่าจะเป็นในยุคหลายร้อยปีแรก[ของคริสต์ศาสนา] หรือในยุคสหัสวรรษที่สามนี้ แต่โลหิตของมรณสักขีก็ย่อมเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งคริสตชน (เทียบ แตร์ตุลลีอาโน, Apologeticum, 50, 13) พวกเราล้วนปรารถนาให้เรื่องราวของพวกเขาเป็นที่จดจำทั้งโดยคริสตชนคาทอลิก และโดยพี่น้องคริสตชนในศาสนจักรและประชาคมคริสตชนอื่น ๆ ดังนั้น พ่อขอยืนยันอีกครั้งว่า พระศาสนจักรคาทอลิกจะมุ่งมั่นรักษาเรื่องราวความทรงจำของบรรดาคริสตชนที่เป็นพยานถึงความเชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากนิกายหรือจารีตใดก็ตาม และในการนี้ คณะกรรมการว่าด้วยมรณสักขีใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสมณกระทรวงเพื่อการสถาปนานักบุญ ก็กำลังทำงานโดยร่วมมือกับสมณกระทรวงเพื่อส่งเสริมเอกภาพคริสตชน

            ดังที่สภาซีนอดเมื่อไม่นานนี้ได้กล่าวไว้ว่า คริสต์ศาสนสัมพันธ์แห่งโลหิต ย่อมทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวกันได้บังเกิดขึ้นใน “บรรดาคริสตชนที่มาจากพื้นเพต่าง ๆ กัน ที่ต่างได้สละชีวิตเพื่อความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า” การที่พวกเขาได้สละชีพเป็นพยานถึงความเชื่อนั้นย่อมสละสลวยเหนือกว่าคำพูดใด ๆ [และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า] เอกภาพย่อมมาจากไม้กางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้า (การประชุมซีนอดสมัยที่สิบหก, เอกสารสรุปซีนอด, ข้อ 23) ขอให้โลหิตของผู้คนจำนวนมากมายที่ได้เป็นพยานเช่นนี้จงเร่งรุดให้วันแห่งพระพรได้มาถึง เพื่อที่ในวันนั้นเราทั้งหลายจะได้ร่วมกันดื่มจากถ้วยอันบันดาลความรอดใบเดียวกัน

            มิตรที่รักทั้งหลาย เด็กชายจากปากีสถาน ชื่อ อาบิช มาซีห์ ที่ถูกสังหารในเหตุโจมตีวัดคาทอลิกแห่งหนึ่ง ได้เคยเขียนไว้ในสมุดบันทึกของเขาว่า “สร้างโลกนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม” ขอให้ความฝันของเด็กผู้นี้จงเป็นแรงบันดาลใจให้เราทั้งหลายเป็นพยานถึงความเชื่ออย่างกล้าหาญ เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ร่วมกันเป็นเชื้อแป้งแห่งมนุษยชาติที่มีสันติสุขและมีความเป็นพี่น้องกัน